Archive for the Journal Category

มองชีวิตผ่านเลนส์ของ…สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์

Posted in Journal on พฤษภาคม 9, 2008 by tonnamlumtarn

  โดย ผู้จัดการออนไลน์
27 กันยายน 2545

   เจ้าของอาณาจักรโอสถสภาเต็กเฮงหยู ฯ ยักษ์ใหญ่คอนซูเมอร์โปรดักส์มูลค่าพันล้าน วันนี้ในวัย 72 ปี เขากำลังจะเริ่มงานใหม่ที่เขาฝันอยากจะทำมาตั้งแต่หนุ่มแล้ว….
       
       ชาวบ้านแถวริมคลองบางกอกน้อยอาจจะคุ้นตากับผู้ชายแต่งตัวธรรมดาแต่ท่าทางดูดีคนหนึ่ง ถือกล้องถ่ายรูปมีคนติดตามเพียง 1 – 2 คน เดินทักทายชาวบ้านไปทั่ว ชอบใจตรงไหนก็ยกกล้องขึ้นกดชัดเตอร์ไปเรื่อย ๆ อย่างสบายอารมณ์
       
       ผู้ชายคนนั้นคือ…สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทโอสถสภาฯ เจ้าของสินค้าที่คนทั่วไปรู้จัก อาทิ ยาทัมใจ ลิโพ เอ็ม-100 เป็นต้น
       
       สุรัตน์ใช้เวลาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2542 จนถึงเดือนมีนาคม 2544 บันทึกหลากหลายชีวิตของคนกรุงเทพฯนับร้อยผ่านเลนส์ แล้ววันนี้เขานำความทรงจำทั้งหมดมาเปิดเป็นนิทรรศการภาพถ่ายขาว-ดำในชื่อ “กรุงเทพฯเลือนหาย (Vanishing Bangkok)” ซึ่งถือเป็นงานถ่ายภาพครั้งแรกของคนไทยที่ได้มีโอกาสแสดงที่หอศิลป์แห่งชาติถนนเจ้าฟ้า ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 27 มกราคม นี้

หลายคนที่ดูภาพฝีมือของสุรัตน์แล้วจะต้องทึ่งพร้อมกับตั้งคำถามว่า นักบริหารอย่างสุรัตน์จะมีพรสวรรค์ในเชิงศิลปะถึงเพียงนี้
       
       “ผมชอบงานศิลปะมากกว่างานธุรกิจ แต่เพราะทางบ้านมีธุรกิจที่ต้องรับสืบทอด” สุรัตน์เริ่มต้นการสนทนา
       
       แต่อย่างไรก็ตามเมื่อตอนหนุ่ม ๆ สมัยที่เขาไปศึกษาต่อที่อเมริกานั้น นอกจากเรียนบริหารธุรกิจแล้ว เขาก็เลือกเรียนวิชา Art Appreciate ซึ่งศึกษาเรื่องศิลปะตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงพื้นฐานการวาดรูปทุกประเภท แต่สุรัตน์ยอมรับว่าแม้จะรักงานศิลปะแต่เขาไม่มีหัวทางวาดภาพเลย แม้กระทั่งผสมสีออกมายังตุ่น ๆ เลย
       
       แต่เขากลับค้นพบว่าตัวเองชอบถ่ายรูปมากกว่า!!!
       
       “ผมจับกล้องมาตั้งแต่เรียนอยู่ที่อเมริกา แถมยังยึดเป็นอาชีพหาเงินเป็นค่าเล่าเรียนได้ด้วย”
       
       สุรัตน์เล่าว่าเมื่อตอนเรียนอยู่ที่อเมริกานั้น คุณพ่อส่งเงินมาให้น้อยมากไม่พอกับค่าใช้จ่าย เขาจึงเริ่มจับกล้องรับถ่ายภาพเป็นอาชีพเลี้ยงตัวจนเรียนจบ โดยส่วนมากจะรับจ้างถ่ายภาพตามงานบอลล์ต่าง ๆ ซึ่งมีรายได้เดือนละหลายพันดอลลาร์เรียกได้ว่าระดับมืออาชีพทีเดียว
เมื่อกลับจากเมืองนอกแล้ว ชีวิตส่วนใหญ่ของสุรัตน์ก็หมดไปกับงานบริหารอาณาจักรโอสถสภาฯ ท่ามกลางกลางแข่งขันทางการตลาดที่รุนแรงมาตลอดมาเขาจึงจำเป็นต้องแขวนเลนส์ไว้ชั่วคราว เพื่อทุ่มเทให้กับธุรกิจร้อยกว่าปีของครอบครัว
       
       สุรัตน์เพิ่งจะมีเวลากลับมาทำงานที่เขารักอีกครั้งเมื่อ 8 – 9 ปีที่ผ่านมานี้เอง การกลับมาจับกล้องใหม่ครั้งนี้เขาศึกษาอย่างจริงจัง พร้อมกับตระเวนไปกับกลุ่มถ่ายภาพทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น เพื่อเก็บภาพทิวทัศน์ ประเพณีต่าง ๆ หรือถ่ายภาพนกในช่วงที่เขาเดินป่าอยู่บ่อย ๆ
       
       ซึ่งงานที่ผ่านมาเป็นภาพสไลด์สีทั้งหมด เพิ่งจะมาเปลี่ยนมาลงตัวกับภาพขาวดำเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา โดยสุรัตน์ให้เหตุผลว่า “ ภาพถ่ายขาวดำเป็นภาพที่ใกล้เคียงกับศิลปะมากกว่า”
       
       ผลงานภาพถ่ายขาวดำชิ้นแรกของเขาคือ “งานถนนคนเดินถนนพระอาทิตย์ “ ต่อจากนั้นเขาก็เริ่มบันทึกภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯเรื่อย ๆ มา เขายอมรับว่ายิ่งติดตามถ่ายภาพก็ยิ่งสนุกกับชีวิตมากขึ้น
       
       สุรัตน์จะใส่สูทผูกไทบริหารงานที่โอสถสภาสัปดาห์ละ 2-3 วัน ส่วนเวลาที่เหลือนั้นเขาจะอยู่ในชุดสบาย ๆ สะพายกล้องท่องเที่ยวไปทุกซอกทุกมุมของกรุงเทพฯเพื่อเก็บภาพวิถีชีวิตอย่างมีความสุข เรียกได้ว่าพอตื่นเช้าขึ้นมาก็อยากออกไปถ่ายรูปแล้ว แล้วเขาไปอย่างคนใช้ชีวิตติดดินกินก๋วยเตี๋ยวริมถนน ทักทายชาวบ้านร้านช่อง จนชาวบ้านหลายคนที่คุ้นเคยมักจะเรียกเขาว่า “อาจารย์”พร้อมกับชวนกินข้าวกินปลา
ภาพแต่ละภาพของสุรัตน์จะถ่ายทอดวิถีชีวิตจริง ๆของคนกรุงเทพฯ ที่นอกจากจะหาดูได้ยาก หรือกำลังจะสูญหายไปแล้ว เสน่ห์ของภาพยังแฝงสาระและอารมณ์ให้ต้องหยุดคิดเพื่อค้นหาความหมายบางอย่างที่แอบอยู่หลังเลนส์นั้น
       
       ซึ่งทั้งหมดนี้คือสไตล์การถ่ายรูปของสุรัตน์ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า “ผมจะส่องกล้องและสอดส่ายตลอดเวลาเหมือนกำลังจะหานกตัวน้อย ๆ ดูจังหวะว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น” แต่ภาพหลาย ๆ ที่ออกมากลับลงตัวทั้งมุมมอง และแสงเงา เรียกว่าจัดอยู่ในขั้นใช้ได้ทีเดียวสำหรับมือสมัครเล่นอย่างเขา
       
       2 ปีที่ตามเก็บภาพวิถีของคนกรุงเทพฯที่กำลังจะเลือนหายไป ทำให้เขาได้พบเห็นอะไรมากมากมายที่ประทับใจ
       
       “มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเห็นคนที่เขาไม่มีบ้านอยู่กำลังนอนขดตัวอยู่ริมคลองหลอด ก็ มีฝรั่งคนหนึ่งหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายภาพเขา ผมเห็นอย่างนั้นก็คิดว่าไม่ได้การจะยอมให้ฝรั่งเอาภาพอย่างนี้ไปจากเราไม่ได้ คนไทยก็ถ่ายภาพอย่างนี้ได้ ผมก็หยิบกล้องมาถ่ายบ้าง ผู้ชายคนนั้นเขาก็เลยขว้างขวดใส่ผม คงเป็นเพราะเราไปยุ่งกับโลกส่วนตัวของเขามากไป” สุรัตน์เล่าถึงประสบการณ์ที่เจอพร้อมกับหัวเราะไปด้วย
       
       หรือภาพที่ประทับใจเขามากคือชีวิตของชาวบ้านจน ๆ แต่กลับอยู่กันอย่างอบอุ่น พ่อร้อยพวงมาลัย แม่ให้นมลูก หน้าตายิ้มแย้ม ทักทายสุรัตน์อย่างคนมีน้ำใจ ดูไปแล้วพวกเขาอาจจะมีความสุขมากกว่าคนร่ำรวยเสียอีก
       
       อีกประสบการณ์ที่เขาเจอคือสนามหลวง หลายคนอาจจะมองสนามหลวงเป็นเพียงแค่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นจุดศูนย์กลางของการคมนาคม แต่สนามหลวงในยามค่ำคืนกลับกลายเป็นบ้านของคนอีกหลายร้อยชีวิตที่สุรัตน์มีโอกาสไปเก็บชีวิตเหล่านั้นก่อนที่บ้านหลังใหญ่แห่งนี้จะถูกกทม.ยึดไป
       
       สุรัตน์ภาคภูมิใจกับผลงานครั้งนี้มาก โดยเฉพาะมานิตย์ ศรีวานิชภูมิ( ศิลปินไทยที่มีผลงานถ่ายภาพขาวดำเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ และสามารถขายภาพได้ในราคาสูง) มาเห็นภาพแล้วชื่นชอบถึงกับขอแลกภาพกับเขา
       
       “ผมทำอะไรผมจะลุยสุด ๆ ตอนนี้มีเรื่องที่ท้าทายอย่ากจะทำคือต้องการยกระดับมาตรฐานของการถ่ายภาพคนไทยให้ดีเทียบเท่าสากล”
       
       คือความฝันอีกขั้นหนึ่งที่ช่างภาพมือสมัครเล่นอย่างสุรัตน์กำลังจะสานต่อไป

เวบไซท์ที่เกี่ยวข้อง

แสดงผลงานภาพถ่ายของคุณสุรัตน์

http://www.suratosathanugrah.com/main/main.html

บทสัมภาษณ์คุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ โดยหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  4 ก.พ. 50

http://www.thairath.co.th/news.php?section=society&content=35720

รวมภาพกล้องสะสมของคุณสุรัตน์

http://www.pantip.com/cafe/gallery/topic/G1953242/G1953242.html

http://topicstock.pantip.com/camera/topicstock/2008/03/O6463948/O6463948.html

…………………………………………………………..

ขอแสดงความอาลัยต่อการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคุณสุรัตน์ มา ณ ที่นี้
แม้ตัวจากไป  แต่ผลงานและความดีงามยังคงอยู่

Shoe Factory

Posted in Journal ด้วยแท็ก on เมษายน 9, 2008 by tonnamlumtarn

ชีวิตแบบ Portfolio

Posted in Journal on มีนาคม 10, 2008 by tonnamlumtarn

22.jpg

โดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช

9 มีนาคม 2551 12:11 น.

 เวปไซด์ผู้จัดการผมมองเห็นบางสิ่งบางอย่างจาก essay นี้ จึงอยากนำมาโพสต์ให้อ่านกัน 

      

       ยายพลอย ลูกสาวของผมเล่าให้ฟังว่า มีคนมาจ้างไปเป็นคนคิดออกแบบงานแต่งงาน นับว่าเป็นงานใหญ่ ยายพลอยเองก็แปลกใจที่มีคนมาจ้างให้ทำงานนี้       
        เราคงสังเกตว่างานแต่งงานของคนชั้นกลางยุคนี้เปลี่ยนไป เริ่มตั้งแต่การหาฤกษ์วันหมั้นและวันแต่ง สมัยก่อนต้องนำดวงชะตาเจ้าบ่าวและเจ้าสาวไปให้พระหรือหมอดูช่วยหาฤกษ์ มายุคนี้ขึ้นอยู่กับการจองวันว่างของโรงแรม บางโรงแรมมีคนจองแยะ ก็ต้องหาวันที่ว่าง       
        ในงานแต่งงาน สิ่งที่แปลกใหม่ก็คือ หน้างานจะมีรูปเจ้าบ่าวเจ้าสาวในอิริยาบถต่างๆ วางไว้ให้ดู ระหว่างงานจะมีการฉายวิดีทัศน์ประวัติของเจ้าบ่าวเจ้าสาวตั้งแต่ยังเด็ก และการพบรักกัน การจัดงานต้องอาศัยบริษัทที่เรียกกันว่า ออร์แกนไนเซอร์มาจัดงาน โดยรับเหมาตั้งแต่การจัดเลี้ยง ดนตรี การจัดการภายในงาน (ซึ่งรวมไปถึงการดูแลเหล้า และไวน์ไม่ให้คนมาหยิบฉวยไปด้วย) การจัดงานแต่งงานสมัยนี้ ถ้าจัดในโรงแรมชั้นหนึ่งและเชิญคน 500-800 คน จะใช้เงินประมาณหนึ่งล้านบาท       
        งานแต่งงานบางคนเลือกไปจัดงานในต่างจังหวัด ตามรีสอร์ตต่างๆ ซึ่งได้บรรยากาศดีไปอีกแบบหนึ่ง การคิดออกแบบงานแต่งงานของยายพลอยนั้น มีถึง 10 แบบด้วยกัน       
        ยายพลอย มีอาชีพเป็นผู้ออกแบบความคิด หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Concept Designer ในโลกนี้มีคนทำงานเช่นนี้น้อยมาก ในเมืองไทยเท่าที่รู้ก็มียายพลอยเพียงคนเดียว และการทำงานของยายพลอยนั้น เป็นการทำงานที่ไม่มีอาชีพหลักที่ไปทำงาน 8 โมงเช้ากลับบ้าน 5 โมงเย็น และไม่ได้มีเพียงงานเดียว แต่มีหลายงานเรียกว่าเป็นงานที่เป็น Portfolios คือมีงานหลายชิ้น ทำเสร็จเป็นชิ้นๆ ส่วนมากจะมีระยะสั้น และจะต้องทำให้เสร็จทันกำหนด มีคุณภาพดีเป็นที่ถูกใจของลูกค้า
       
        ยายพลอย ทำอย่างนี้มาหลายปีแล้ว สามารถเลือกลูกค้าได้ และมีรายได้สม่ำเสมอ แม้จะไม่รวยแต่ก็สบายใจและสนุก ที่สำคัญคือทำอยู่กับบ้าน ไม่มีที่งาน แม้จะต้องเดินทางเป็นบางครั้ง แต่ก็เป็นระยะสั้นๆ       
        ผมให้ยายพลอยอ่านเรื่อง Portfolio Life ของ Charles Handy ยายพลอยชอบมาก และได้ดำเนินชีวิตแบบนี้มาโดยตลอด ผมเองก็มี Portfolios เหมือนกัน คนที่ไม่เข้าใจก็ตำหนิว่า ทำงานหลายอย่าง แต่ผมต่างจากยายพลอยตรงที่ไม่ได้ทำงานอยู่กับบ้าน หากมีที่ทำงานหลัก และที่ทำงานรอง ที่ทำงานรองเป็นงานที่มีลักษณะพิเศษอย่างที่ราชบัณฑิตยสถาน เป็นต้น ราชบัณฑิตยสถานมีราชบัณฑิต 90 คน และภาคีสมาชิกอีกจำนวนหนึ่ง งานส่วนใหญ่เป็นงานคณะกรรมการบัญญัติศัพท์สาขาวิชาต่างๆ นอกจากนั้นยังต้องมีการพิจารณาคำที่ต่างสาขาบัญญัติไว้ว่าควรจะใช้คำเพียงคำเดียวหรือไม่ด้วย ซึ่งเป็นงานที่ยากมาก เพราะต่างสาขาวิชา แม้จะใกล้เคียงกันก็ตาม ก็ยังใช้ในความหมายที่ต่างกัน

       
        ชีวิตการงานที่คนเรามีงานไม่ประจำทำแล้วเสร็จนี้ โลกสมัยใหม่เริ่มมีคนทำอย่างนี้มากขึ้น แต่ก็ยังมีไม่มากเพราะน้อยคนที่จะทำได้       
        ตัวอย่างเช่น ยายพลอย เป็นนักแปลหนังสือ และเขียนบทความ การเขียนบทความของยายพลอยต่างไปจากคนอื่น คือเขียนจากประสบการณ์ตรงบวกกับความคิดเห็น บทความแต่ละบทมีการค้นหาข้อมูลมาก และมีภาพประกอบซึ่งยายพลอยถ่ายเองด้วย แต่เดิมยายพลอยมีงานเขียนอาทิตย์ละ 5 เรื่อง เดี๋ยวนี้ลดลงเหลือ 2-3 เรื่อง และลงในนิตยสารที่มีคนอ่านมาก เช่น สกุลไทย เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีงานออกแบบความคิดให้บริษัทต่างๆ ออกแบบบุคลิกลักษณะของโรงแรม ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดเล็ก และเป็นผู้แนะนำการซื้อของๆ ร้านใหญ่ๆ งานเหล่านี้เกิดขึ้นใหม่ตามความหลากหลายของกลุ่มลูกค้า       
        การทำงานแบบนี้ไม่ใช่งานที่สบาย เพราะต้องคิดไม่ให้เหมือนคนอื่น คนที่เจาะจงมาจ้างก็ต้องเห็นแล้วว่า คนอื่นทำไม่ได้ต้องคนนี้เท่านั้น หากทำไปอย่างไม่มีคุณภาพ ก็จะมีการบอกต่อๆไป ในที่สุดก็จะไม่ได้งาน       
        คนยุคใหม่ หากมีฐานะดีก็จะไม่รับราชการหรือทำงานบริษัทแล้ว หลานผมคนหนึ่งจบอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ด้านการละคร แล้วไปเรียนทำอาหารและขนมจากกอร์ดอง เบลอ กลับมาก็ทำของว่างในงานเลี้ยงรับรอง ใช้ครัวที่บ้านทำมีเพื่อนช่วยด้านการหาลูกค้า เป็นหุ้นส่วนกันอีกคน ถามดู หลานบอกว่ามีงานแยะ และยังมีคนให้จัดอาหารเลี้ยงคน 10 คน 20 คนอีกด้วย       
        วันก่อนผมอ่านหนังสือเล่มใหม่ชื่อ My Self ของ Charles Handy เป็นการรวมเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับชีวิตของ Charles Handy ซึ่งเรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำ แล้วไปเรียนภาษากรีกและละตินที่ออกซฟอร์ด ต่อมา Handy ไปเป็นพนักงานของ Shell ที่บอร์เนียว (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซีย) Handy ไปเรียนบริหารธุรกิจที่ M.I.T. แล้วกลับมาพัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจให้มหาวิทยาลัยลอนดอน Handy เองเมื่อออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันจริยธรรมของอังกฤษก็ใช้ชีวิตที่ไม่ทำงานประจำ หันมาเขียนหนังสือที่ไม่เป็นวิชาการ และมีรายการทางวิทยุ B.B.C.       
        ในเมืองไทยมีคนใช้ชีวิตแบบ Portfolio มากขึ้น ถ้าเป็น Portfolios ขนานแท้ก็ต้องเป็นแบบยายพลอย คือมีหลายชิ้นงาน แต่ละชิ้นงานก็ต้องมีการนำเสนอต่อลูกค้า และทำให้ดีให้เสร็จตามกำหนด จะว่าไปแล้วก็เป็นงานที่อาศัยความคิดจริงๆ การจะมีความคิดดีๆ จะต้องเป็นผู้ได้พบเห็น และอ่านหนังสือมากๆ ยายพลอยใช้เงินหลายหมื่นบาทซื้อหนังสือ และนิตยสาร แต่ที่ดีก็คือยายพลอยไม่ชอบลอกความคิดของใคร จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าซึ่งทุกคนพอใจกับบริการที่ได้รับ
       
        คนที่เป็นอิสระเป็นตัวของตัวเองมาก น่าจะทำงานเช่นนี้ ชีวิตแบบ Portfolios ต่างกับพวกรับจ้างทำงานแทนนอมินี ซึ่งไม่ต้องอาศัยสติปัญญามากนัก

       

       

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.